สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ หรือ STI งบสวยสุขภาพดี แถมกำไรโตเด่น จากแผนเข้าซื้อกิจการสำเร็จ และยังเทรดที่ P/E ต่ำ สร้างความสนใจให้นักวิเคราะห์ยกเป็นอีกหุ้นคุณภาพ แย้ม จับตา Q2/63 งบโตกระโดด ขณะที่ SG&A ต่อยอดขายมีแนวโน้มลดลงจากการประหยัดต่อขนาด เป้ารายได้ปีนี้โตแรงถึง 80% ตุน Backlog ในมือแล้วกว่า 4,500 ล้านบาท หนุนผลงานสดใสไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โบรกฯ แนะซื้อ โดย บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส ให้ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 7.46 บาท  

นายสมเกียรติ ศิลวัฒนาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI กลุ่มผู้นำในธุรกิจที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้างครบวงจร เปิดเผยถึง แนวโน้มธุรกิจปีนี้จะเติบโตอย่างโดดเด่น หลังจากเข้าซื้อหุ้น บริษัท เอเชียน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด หรือ AEC แล้วเสร็จ และจะเริ่มนำผลการดำเนินงานของ AEC เข้ามาในผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ สนับสนุนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และการขยายไปสู่งานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มากขึ้นในอนาคต  จากเดิมลักษณะงานส่วนใหญ่ของ STI อยู่ในกลุ่มงานโครงการขนาดใหญ่ภาคเอกชน จึงนับเป็นการกระจายความเสี่ยง และการขยายการเติบโตสู่งานโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น 80% จากการซื้อกิจการสำเร็จ และงานในมือ (Backlog) ของ STI ล่าสุดอยู่ที่ 1,941 ล้านบาท ในขณะที่ Backlog ของ AEC อยู่ที่ 2,781 ล้านบาท ถือว่าเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของทั้งสองบริษัทก่อนซื้อกิจการที่ 700 – 800 ล้านบาท และหากมาย้อนดูผลการดำเนินงานของ STI ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ก็สามารถสร้างความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสม่ำเสมอ รวมไปถึงอัตราการจ่ายปันผลในปี 2562 ที่ผ่านมา อยู่ในระดับสูงถึง 70% จากนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ วางไว้ ในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% จึงมองว่า เมื่อผลประกอบการอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ก็คาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่องได้

“เรามองว่าดีลในครั้งนี้ เป็นดีลใหญ่แห่งปีของบริษัท และในวงการที่ปรึกษาคุมงานก่อสร้างก็ว่าได้ด้วย 2 บริษัทที่มีจุดแข็งในหลายๆ เรื่อง และประสบการณ์ในวงการราว 40 ปี จะสามารถพัฒนาและต่อยอดการเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง โดยในช่วงหลังจากนี้ STI จะดึงความเป็นมาตรฐานของ AEC นำกลับมาพัฒนาบริษัทฯ ให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ AEC ได้บุคคลากรของ STI เข้ามาเสริมทัพ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ลดลง และสนับสนุนผลการเติบโตของ STI ตั้งแต่ไตรมาส 2/2563 ให้เติบโตก้าวกระโดด

และหากมองงานในมือของ STI ก็สามารถทำผลงานได้ดี โดยอยู่ระหว่างคุมงานก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C กระบวนการอยู่ในช่วงเสาเข็มแล้วเสร็จ และเริ่มงานใต้ดิน ในส่วนนี้การรับรู้รายได้ก็จะเข้ามามากขึ้น งานปรับปรุงและขยายพื้นที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ก็จะเริ่มงานใต้ดินเช่นกัน งานโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 จะเริ่มเปิดก่อสร้างปลายปีนี้ รวมทั้ง งานใหม่ๆ ที่ STI ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปบริหารควบคุมการก่อสร้างเพิ่มเติม ทั้งกลุ่ม โรงพยาบาล และงานโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเดินหน้า เพราะฉะนั้น งานปลายปีเรามั่นใจจะเติบโตต่อเนื่องสดใสแน่นอน จึงขอฝากถึงนักลงทุนและผู้ถือหุ้น พวกเราทำงานอย่างมืออาชีพ และความตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด จาก Backlog ที่มีอยู่ในมือ มั่นใจได้ว่า STI จะสามารถเติบโตสดใสไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า และยังคงนโยบายการจ่ายปันผลที่ดี ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ” นายสมเกียรติ กล่าว

ด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ STI โตก้าวกระโดดจากแผนการซื้อกิจการ 63.75% ของ AEC จะเริ่มรับรู้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ในขณะที่กำไรไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ได้ควบรวม AEC เข้ามา บริษัทก็สามารถทำกำไรได้เติบโตสูงโดยตัวของบริษัทเองอยู่แล้ว +49.6%YoY และ +26.8%QoQ การควบรวมกิจการ ยิ่งทำให้ผลประกอบการออกมาเติบโตโดดเด่น แม้ว่าจะยังควบรวมไม่เต็มไตรมาสและมีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาในไตรมาสนี้ สำหรับงานในมือ (Backlog) ของทั้งสองบริษัทอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ของทั้งสองบริษัทก่อนซื้อกิจการที่ระดับ 7-8 ร้อยล้านบาทต่อปี ลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัวไปได้อีก 2-3 ปี

มอง AEC ช่วยสร้างเสถียรภาพรายได้ลดความเสี่ยงงานเอกชน บริษัท STI เป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ปกติบริษัทมีรายได้จากภาคเอกชนในสัดส่วนที่สูง 80%-90% มาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไตรมาสล่าสุด งานภาคเอกชนเริ่มลดลงคิดเป็นเพียง 62.53% ถือว่าลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 86.11% หลังจากรับรู้งานศูนย์ราชการโซน C เข้ามา ซึ่งการควบรวมกิจการของ AEC ที่มีงานทั้งหมดเป็นของภาครัฐ จะส่งผลให้รายได้ภาคเอกชนของบริษัทปรับลดมาอยู่ในระดับครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ช่วยลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและงานภาคเอกชนที่ชะลอตัวในส่วนของงานคอนโด ในขณะที่งานของ AEC เป็นวิศวกรที่ปรึกษาโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้า 3 สนามบิน งานพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟทางคู่ มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้บริษัทโดยรวมจากงานภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

จึงปรับประมาณกำไรขึ้นอีกจากการลด SG&A ลง เหลือ 19.6% ต่อยอดขาย จากการประหยัดต่อขนาดและได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับไตรมาส 1 ที่สัดส่วนนี้อยู่ในระดับต่ำเพียง 15.6% ซึ่งการที่ AEC เป็นบริษัทนอกตลาดที่มีรายได้ใกล้เคียงกับบริษัท แต่อัตรากำไรสุทธิต่ำกว่ามาก โดยปีล่าสุดอัตรากำไรสุทธิ AEC อยู่ที่เพียง 6.3% ในขณะที่ STI มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.7% ส่งผลให้บริษัทสามารถปรับปรุงเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร ให้อัตรากำไรสุทธิทยอยเพิ่มขึ้นได้ และอาจใกล้เคียงบริษัท ซึ่งหากทำได้สำเร็จถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเมินกำไรสุทธิในปีนี้เพิ่มขึ้น 56.3% และปีหน้า 61.3% จากการควบรวมกิจการ AEC ในขณะที่ต้นทุนในการซื้อ AEC ไม่สูง เป็นการใช้เงินทุนที่เข้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ 135 ล้านบาท และเงินกู้140 ล้านบาท โดยมีเพียงดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี ถือว่าคุ้มค่ากับกำไรที่เพิ่มในอนาคตค่อนข้างมาก คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ที่ 7.46 บาท จากเดิม 5.90 บาท โดยอ้างอิงกับ P/E ที่ 15 เท่า ต่ำกว่าการเติบโตปีนี้ที่ 56.3% และปีหน้าที่ 61.3% ค่อนข้างมาก และราคาปัจจุบันซื้อขายที่ P/E เพียง 10.5 เท่าในปีนี้ ยังไม่รับรู้การเติบโตของกำไรที่มีแนวโน้มดี ราคานี้มีส่วนเพิ่มจากราคาปิด 43% คงคำแนะนำซื้อ