นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน ได้นำคณะผู้ซื้อจากเขตปลอดภาษีเกาะคีช (Kish Free Zone) ประเทศอิหร่าน จำนวน 13 บริษัท เดินทางมาเจรจาธุรกิจและสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์กับผู้ประกอบการไทยกว่า 60 บริษัท  ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิล์ด เกิดมูลค่าสั่งซื้อรวมถึง 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็นสั่งซื้อทันทีกว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสั่งซื้อใน 1 ปีอีกกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าที่ได้รับความสนใจและได้รับคำสั่งซื้อ ได้แก่ ข้าวโพดกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าเด็ก สินค้าหัตถกรรม/ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องใช้ในครัวโดยเฉพาะที่ทำจากพลาสติก และผลไม้กระป๋อง

“การจัดคณะผู้นำเข้าจากเขตปลอดภาษีเกาะคีชเดินทางมาเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้นโยบายการเร่งรัดการส่งออกเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตะวันออกกลาง โดยได้ตั้งเป้าให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายในเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลโนรูส (Norooz) ของอิหร่านซึ่งจะเริ่มขึ้นปลายเดือนมีนาคมนี้ และคาดว่าผลสำเร็จจากการจัดกิจกรรมจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทย – อิหร่านขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยร้อยละ 5” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า ผู้นำเข้าจากเกาะคีชที่เดินทางมาครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้นำเข้าสินค้าเครื่องใช้/ของตกแต่งบ้านจำนวน 4 บริษัท กลุ่มแฟชั่นจำนวน 3 บริษัท กลุ่มสปาและเครื่องสำอางจำนวน 1 บริษัท กลุ่มสมุนไพรจำนวน 1 บริษัท และกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารจำนวน 4 บริษัท มีการจับคู่เจรจาการค้ารายละไม่ต่ำกว่า 10 นัดหมาย โดยเป็นผู้นำเข้าอิสระที่มีห้างร้านเป็นของตนเอง และมีเอาท์เลทในแกรนด์พลาซ่าซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของอิหร่าน อีกทั้งยังเป็นผู้จัดจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านค้ากว่า 2,000 ร้านที่กระจายอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วเกาะคีช

อิหร่านเป็นประเทศขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคตะวันออกกลาง มีทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปซึ่งเป็นจุดเชื่อมในการขนส่งสินค้าไปทั้งสองซีกของโลก มีประชากร 78 ล้านคน เป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านเร่งเปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้รุดหน้าอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับสินค้าและบริการไทยที่จะขยายเข้าสู่ตลาดอิหร่านและครองสัดส่วนทางการตลาดในอันดับต้นๆ ในอนาคต

การค้าระหว่างไทย – อิหร่าน ในปี 2559 (เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2559) มีมูลค่า 367.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 242.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 21.64 และไทยนำเข้าจากอิหร่านมูลค่า 125.22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 36.49 สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปอิหร่าน ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา/ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม และเม็ดพลาสติก

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวในตอนท้ายว่า “นอกจากผลสำเร็จที่เป็นมูลค่าการส่งออกแล้ว การเดินทางเยือนไทยของคณะฯ ครั้งนี้ จะนำไปสู่การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเป็นแหล่งปัจจัยการผลิต และเป็นฐานการขยายตลาดในอนาคต ทั้งในประเทศอิหร่านและประเทศรอบอ่าวที่มีประชากรรวมกว่า 300 ล้านคน เช่น โอมาน กาต้าร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตซ์ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน เช่น อิรัก ซีเรีย และตุรกี เป็นต้น”