สุขสันต์วันหยุด… หยุดยาวๆ แบบนี้ออกเดินทางหาประสบการณ์เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวกันดีกว่า อย่ารอช้า แพคกระเป๋า จัดเสื้อผ้ามุ่งหน้าเดินทางสู่เมืองช้าง จังหวัดสุรินทร์กันจ้า

สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาก โดยสันนิษฐานว่าดินแดนแห่งนี้ สร้างขึ้นประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ถือเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมอย่างยิ่ง มีกำแพงล้อมรอบถึง 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยสมัยก่อน ชาวกวย หรือ กูย มีอาชีพคล้องช้างป่ามาฝึกช้างไว้ใช้งาน และเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัว

มาถึงเมืองสุรินทร์ รอช้าอยู่ใย มาทักทายเจ้าถิ่นเยี่ยมชมช้างกันที่โครงการโลกของช้าง (Elephant-World) กันดีกว่า ณ ที่แห่งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีความเป็นอยู่ ความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับช้าง รวมทั้งประเพณี และวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด มีช้างที่เลี้ยงไว้อาศัยอยู่รวมกัน ก่อให้เกิดสายใยความผูกพันที่แน่นเฟ้นระหว่างคนกับช้าง และมีการฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้าง (Thailand Elephant show) ของจังหวัดทุกปี ซึ่งช้างแต่ละตัวก็เป็นช้างแสนรู้น่ารัก ไม่ดุร้าย และสามารถเข้ากับคนได้ง่าย

การเดินทางของเราในวันนี้จบลงที่ สลีฟโฮเทล โรงแรมทันสมัยใจกลางเมืองสุรินทร์ สะอาดสะดวกสบาย พร้อมอาหารเช้า ฟรีมินิบาร์ภายในห้องพัก ได้เวลาพักผ่อนเอาแรง ก่อนเดินทางร่วมงานต้อนรับ และเลี้ยงอาหารช้าง ในวันรุ่งขึ้น

“ขบวนช้างกว่า 250 เชือก รออยู่จ้า” โดยเริ่มเดินจากสถานีรถไฟสุรินทร์ ถึงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ซึ่งมีการจัดโต๊ะจีนเลี้ยงอาหารช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความยาวกว่า 400 เมตร นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความน่ารักของช้างกันอย่างจุใจ

ชมความน่ารักของช้างกันไปแล้ว เติมความหวานให้กับร่างกายกันหน่อย @สนิมคาเฟ่ ร้านกาแฟสุดชิคในตัวเมืองสุรินทร์ ตกแต่งร้านแบบปูนเปลือยเทห์ๆ หลากหลายมุมถ่ายรูป ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง วนอุทยานพนมสวาย พนมสวายเป็นภาษาพื้นเมืองสุรินทร์ “พนม” แปลว่า ภูเขา “สวาย” หมายถึง มะม่วง ในอดีตบรรพบุรุษสุรินทร์ถือว่าเขาพนมสวายเป็นสถานทีแสวงบุญโดยการเดินทางไปขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานตามประเพณีของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล และจวบจนปัจจุบันชาวจังหวัดสุรินทร์ยังถือปฏิบัติเรื่อยมา ผู้ที่มาเยือนเขาพนมสวายจะได้สักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลค่ำคืนนี้เรามีนัดชมงานแสดง แสง สี เสียง ณ บริเวณปราสาทศีขรภูมิ อ.ศีขรภูมิ เป็นการแสดงที่บอกเล่าเรื่อราวความเป็นมาก่อนจะมาเป็นเมืองสุรินทร์ ราตรีสวัสดิ์กันด้วยภาพความประทับใจของการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการ

และวันที่เรารอคอยดูความสามารถหลากหลายด้านของช้างก็มาถึง “ การแสดงช้าง ณ สนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 9 ฉากหรือ 9 องก์” บรรยากาศภายในสนามเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน การมีส่วนร่วมของผู้ชมกับช้างเริ่มเป็นความผูกพัน ผสมผสานกลมกลืน

เราเดินทางมาเรียนรู้ สัมผัส และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม เกษตรอินทรีย์ ผู้ริเริ่ม รื้อฟื้น วิธีการผลิต แบบอินทรีย์ ดั้งเดิม ขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557 จนปัจจุบัน แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม ได้พัฒนา การก่อตั้ง จนกลายเป็น วิสาหกิจชุมชน และ มีการรวมกลุ่ม เกษตรกร ผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นไปที่ ข้าวพื้นบ้าน ข้าวเพื่อสุขภาพ ทั้งยังมีการผลิตไวน์ จากข้าวพื้นเมือง ให้นักท่องเที่ยวได้ชิม เรียกน้ำย่อยกันอีกด้วย

ก่อนเดินทางกลับกราบสักการะวัดเก่าแก่กลางเมือง ที่ถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวสุรินทร์ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี มีอายุประมาณ 200 ปี โดย “พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์ จางวาง” หรือ (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก ร่วมมือกันสร้างกับชาวบ้าน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2300-2330 ซึ่งตั้งชื่อในตอนนั้นว่า “วัดบูรพ์” และยังเป็นวัดที่พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) พระเถระสายพระกัมมัฏฐานด้านการภาวนาจิต ที่มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม สายพระกัมมัฏฐาน ท่านได้เคยจำพรรษาอยู่ ณ วัดบูรพาราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2477 จนกระทั่งมรณภาพ พ.ศ. 2526 ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ดุลย์ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่ดุลย์ อตุโล

การเดินทางมาสุรินทร์ในครั้งนี้ไม่ผิดหวัง ความน่ารักของช้างที่อยู่คู่บ้านคู่เมือง ร่วมรบ ร่วมสร้างชาติไทยมาแต่โบราณ จวบจนปัจจุบันลูกช้างตัวเล็กเดินตามแม่ช้าง พร้อมกับควาญช้างตัวน้อยๆ ที่เริ่มจะเติบโต นับเป็นสัญญะที่บ่งบอกว่า ควาญช้างตัวน้อยจะเป็นผู้รับไม้ต่อสืบทอดดูแลเจ้าลูกช้างตัวเล็กต่อไป นับเป็นภาพประทับใจของการเดินทางครั้งนี้ มิรู้คราย